การอภิปราย เรื่อง การพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์

เมื่อได้ศึกษา

  • Wayne C Booth, Gregory G Colomb and Joseph M Williams, The craft of research third edition (University of Chicago Press, 2008), pp51-67.
  • Terry Hutchinson, Researching and writing in law (Lawbook, 2002), pp123-150. และ
  • Margot Northey and Lorne Tepperman, Making sense: a student’s guide to research and writing third edition (Oxford University Press, 2007), pp11-55.

ประกอบการร่วมการบรรยาย ครั้งที่ ๓ เรื่อง การพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ในวันพุธที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แล้ว ขอให้นักศึกษาวิชา น.๗๘๒ สัมมนากฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและบัณฑิตสัมมนา ร่วมกันอภิปรายประเด็นดังต่อไปนี้ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงแรกของการร่วมการบรรยาย ครั้งที่ ๔ ในวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

  • นักศึกษาสามารถพัฒนา “ปัญหา (problem)” จากคำถามที่พบในการหาหัวข้อวิจัย ได้อย่างไรบ้าง
  • ที่เรียกว่า “relational studies” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “predictive studies” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “explanatory studies” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “systemic studies” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า paradigm” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • นักศึกษาสามารถแยกแยะ “ปัญหาในทางปฏิบัติ (practical problem)” ออกจาก “ปัญหาเพื่อการวิจัย (research problem)” ได้อย่างไรบ้าง
  • โดยทั่วไปปัญหามักมีลักษณะ (structure) อย่างไร
  • “pure research” แตกต่างจาก “applied research” อย่างไร มีความจำเป็นอย่างไรที่นักศึกษาต้องเข้าใจความแตกต่างของสองสิ่งนี้
  • นักศึกษาอาจสร้าง “ทฤษฎี (theory)” ได้อย่างไรบ้าง
  • นักศึกษาอาจทดสอบทฤษฎี (theory) ที่นักศึกษาสร้างขึ้น ได้อย่างไรบ้าง
  • ที่เรีกยว่า “prediciton” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • นักศึกษาสามารถเชื่อมโยง “ปัญหาเพื่อการวิจัย” กับ “ผลในทางปฏิบัติ (practical consequence)” ได้อย่างไรบ้าง และการเชื่อมโยงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • นักศึกษาสามารถหาปัญหาเพื่อการวิจัย “ที่ดี” ได้อย่างไรบ้าง และปัญหาเพื่อการวิจัยที่ดีมีความสำคัญอยา่งไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “resource-rich” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ในการพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ มีสิ่งที่นักศึกษาพึงคำนึงถึงหรือปฏิบัติประการใดบ้าง
  • ที่เรียกว่า “originality” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • โดยทั่วไป “ข้อเสนอวิทยานิพนธ์ (research proposal)” ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละองค์ประกอบคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “research background” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “the context in which you are situating your work” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • “วัตถุประสงค์ของการศึกษา (research objectives)” แตกต่างจาก “สมมติฐาน (hypothesis)” อย่างไร แต่ละประการมีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • “ชื่อ (title)” ของวิทยานิพนธ์มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • นักศึกษาควรวางแผนการใช้เวลา (timeline) เพื่อการทำวิทยานิพนธ์อย่างไรจึงจะเป็นผลดี
  • ที่เรียกว่า “Covey’s time Management Matrix” นั้น คืออะไร มีลักษณะอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “testing the water” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “parallel story” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • ที่เรียกว่า “conceptual framework” นั้น หมายความว่าอย่างไร กระทำได้อย่างไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร เพราะเหตุใด
  • มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างที่นักศึกษาพึงระมัดระมัดระวังในการทำวิทยานิพนธ์